อียิปต์ มีแหล่งโบราณสถานที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง

อียิปต์ (Egypt‎) เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ตอนเหนือสุดทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา ทิศเหนือ ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดอิสราเอล ทิศตะวันออกติดทะเลแดง ทิศใต้ติดซูดานและทิศตะวันตกติดลิเบีย โดยมีกรุงไคโร (Cairo) เป็นเมืองหลวงของประเทศ ประเทศอียิปต์มีชื่อเสียงในด้านอารยธรรมโบราณ รวมถึงอนุสาวรีย์โบราณที่น่าตื่นตาที่สุดในโลก ได้แก่ พีระมิด อารามคาร์นัค และหุบเขากษัตริย์ ในปัจจุบันอียิปต์ถือว่าเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและวัฒนธรรมของโลกอาหรับ

อียิปต์ปัจจุบันใช้นโยบายเศรษฐกิจการตลาดให้มีการค้าเสรี การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ รายได้หลักของอียิปต์มาจากการผลิตน้ำมัน จากการท่องเที่ยว และจากค่าผ่านคลองสุเอซ รวมทั้งจากแรงงานอียิปต์ในต่างประเทศ ประมาณ 5 ล้านคน ส่วนใหญ่ทำงานในตะวันออกกลางในประเทศซาอุดีอาระเบียละในประเทศลิเบีย สำหรับการกินอาหารของคนในตะวันออกกลางจะมีความแตกต่างมากกับคนในเอเชียเราและอาหารหลักของทุกชนชั้นของคนอียิปต์นั้น คือ ขนมปัง หัวหอม พวกผักต่างๆ แล้วก็ปลาแห้ง นอกจากนี้คนอียิปต์จะมีน้ำเชื่อมซึ่ง ทำจากผลไม้ อาทิเช่นพวก องุ่น เพื่อให้ได้รสหวานและจะกินกับขนปังซึ่งจะใช้ขนมปังจิ้มกับน้ำเชื่อม และนอกจากนั้น ยังมีการใช้ในน้ำผึ้ง เกลือ กระเทียม หัวหอม ในการปรุงรสให้อร่อยด้วย และนอกจากขนมปังแล้วเขาจะกินโยเกิตย์พร้อมๆกับเมนูอาหารหลักอีกด้วยส่วนอาหารประเภทเนื้อสัตว์นี้ก็มี สัตว์ที่นิยมรับประทานก็คือพวก เนื้อแกะ แพะ และเนื้อวัว

มีแหล่งท่องเที่ยวที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นอกจากจะชมโบราณสถานตามริมแม่น้ำไนล์ ตลาดเก่าในกรุงไคโรแล้วยังเดินทางไปเที่ยวชมภูเขาในคาบสมุทรซีไนและชายหาดริมทะเลแดงด้วย สำหรับไคโรก็เยี่ยมชมปิรามิดและสฟิงคส์ที่กีซา และปิรามิดขั้นบันไดที่ซักการา และยังชมพิพิธภัณฑ์ต่างๆเพื่อศึกษาอิยิปต์โบราณ สำหรับการล่องเรือชมโบราณสถานริมฝั่งแม่น้ำไนล์ เมืองลุกซอร์ซึ่งอยู่ทางใต้ของประเทศห่างจากกรุงไคโร 1 ชั่วโมง ด้วยเครื่องบิน เป็นเมืองที่มีวิหารและหุบผากษัตริย์ที่จารึกประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณ เมืองอัสวาน เป็นเมืองที่แม่น้ำไนล์สวยงามที่สุด จากนั้นนักท่องเที่ยวสามารถบินต่อไปยังอาบูซิมเบลที่อยู่ทางใต้สุดของอียิปต์เพื่อชมวิหารที่มีรูปปั้นขนาดมหึมาที่สง่าและอร่ามตาปัจจุบันนักท่องเที่ยวสามารถไปชมแหล่งน้ำที่อยู่กระจัดกระจายในทะเลทรายหลายแห่งด้วย

เทคโนโลยีด้านการถ่ายภาพได้ พัฒนาก้าวไกลไปมาก

ความสำคัญของภาพถ่าย เพราะภาพถ่ายเป็นภาษาสากลประกอบกับปัจจุบันเทคโนโลยีด้านการถ่ายภาพได้ พัฒนาก้าวไกลไปมาก การถ่ายภาพจึงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ภาพถ่ายจึงเข้ามามีบทบาทอย่าง สำคัญในชีวิตประจำวันของมนุษย์ นับแต่ตื่นนอนจนเข้านอนอีกครั้ง ทั้งยังมีอิทธิพลต่อการดำรง ชีวิต ต่อแนวคิด สร้างประชามติให้เกิดขึ้นในสังคม เฉพาะอย่างยิ่งการเป็นตัวชี้นำให้คนมีความเห็น ไปในทิศทางเดียวกันกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งเมื่อผู้พบเห็นแล้ว เกิดความรู้สึกหรือ อารมณ์ร่วมได้ การถ่ายภาพจึงมีประโยชน์อย่างมหาศาลกับสังคมโลกปัจจุบัน ซึ่งอาจจะสรุปอย่าง กว้าง ๆ ได้ดังนี้

1. เป็นสื่อในการให้ข้อมูลตามความเป็นจริง ตามความหมายนี้หมายถึงเฉพาะการ ใช้ภาพถ่ายในการสื่อความหมายเพื่อบอกหรืออธิบายเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเป็นไป ตาม ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น อาจเป็นภาพในหน้าหนังสือพิมพ์ วารสาร ที่เสนอข่าว หรือเหตุการณ์ เพื่อให้ผู้ดูได้เข้าใจ รวมไปถึงภาพในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ภาพวัสดุอุปกรณ์ กลไกต่าง ๆ ที่ ต้องการสื่อให้เห็นรูปร่าง ลักษณะที่ถูกต้อง หรือแม้แต่ภาพที่ใช้ในวงการศึกษา ที่มีจุดมุ่งหมายใหญ่เพื่อ ให้ผู้ดูรู้และเข้าใจเพิ่มมากขึ้นกว่าการอ่าน เช่น ภาพขั้นตอนการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่สลับซับซ้อน ภาพถ่าย X-ray ที่ใช้ในวงการแพทย์ หรือภาพถ่ายที่ใช้การตัดสินเกมกีฬาที่ไม่สามารถตัดสินผลได้ด้วย ตาเปล่า อาจเนื่องจากเข้าเส้นชัยพร้อมกันหรือสูสีกันมาก
2. เป็นการบันทึกข้อมูลเรื่องราว เพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์เป็นการถ่ายทอด ข้อมูล ซึ่งบางครั้งอาจจัดเก็บในลักษณะของไมโครฟิล์ม ภาพถ่ายในลักษณะนี้มีความสำคัญต่อการ สืบทอดประเพณีและวัฒนธรรม และการดำรงชีวิตของคนในสังคมและเป็นประโยชน์ต่อการสืบค้นเรื่องราว ต่างๆ ในวงการศึกษา เช่นภาพวัด ปราสาท ราชวัง สถานที่ บุคคลสำคัญ เหตุการณ์สำคัญ หนังสือต่างๆ เรามักพบเห็นภาพถ่ายในลักษณะนี้จากนิทรรศการภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์
3. เป็นการสื่อความหมายในแง่ของความบันเทิง ภาพถ่ายประเภทนี้เป็นภาพที่แสดง ความสวยงาม เช่นภาพดอกไม้ วิวทิวทัศน์ สถานที่ ภาพบันทึกการท่องเที่ยว ภาพถ่ายครอบครัว เรื่องราว ที่สนุกสนานพึงพอใจ ปัจจุบันมีการใช้ภาพเป็นสื่อเพื่อความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ ทั้งวารสาร นิตยสารหนังสือพิมพ์ โปสเตอร์เชิญชวน สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ แม้กระทั่งการพิมพ์ภาพถ่ายลง ในบรรจุภัณฑ์ ต่าง ๆ รวมไปถึง วีดิโอ ที่ดูจากโทรทัศน์เป็นประจำและภาพยนตร์ทั่วไปล้วนแต่เป็นรูปแบบของการใช้ภาพ ในการสื่อความหมายโดยเฉพาะในแง่ของความบันเทิง
4. เป็นการสื่อให้เห็นถึงความรู้สึกนึกคิดของบุคคล ภาพถ่ายในลักษณะนี้เป็นภาพศิลป์ ที่มีคุณค่า ซึ่งช่างภาพผู้ถ่ายพยายามที่จะถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตนเองให้ผู้ดูภาพเกิดอารมณ์และ ความรู้สึกคล้อยตามที่ช่างภาพต้องการ ผู้ถ่ายภาพจะพยายามหลีกเลี่ยงการถ่ายภาพในลักษณะการให้ ข้อมูลจริง หากมุมมองภาพที่เป็นจริงดูไม่สวยงามไม่สื่อความรู้สึกทางอารมณ์ที่ต้องการ ช่างภาพจะ พยายามเลือกมุมอื่น หรือรอจังหวะเวลาให้ได้ภาพที่ต้องการ การถ่ายภาพประเภทนี้ ผู้ถ่ายจะต้องเป็น ผู้ที่มีความสามารถ มีประสบการณ์ และมีความพยายามอย่างมาก
5. เป็นการสื่อแห่งการค้นคว้าวิจัย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ จากเทคโนโลยี ด้านการถ่ายภาพที่พัฒนาขึ้นมาก ทำให้ภาพถ่ายได้เข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญในการค้นคว้าวิจัยในทาง วิทยาศาสตร์ ภาพพืชและสัตว์เล็ก ๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ภาพชิ้นส่วนในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีขนาด เล็กมากๆ ปัจจุบันสามารถขยายให้ใหญ่ขึ้นได้หลายพันเท่าเพื่อให้มนุษย์ได้ศึกษาค้นคว้าหาต้นเหตุ ความ เป็นมาของการเกิดโรคต่างๆ การบำบัดรักษา ช่วยให้มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้น รวมไปถึงเทคโนโลยีกลไก คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ มีความสะดวกต่อการนำไปใช้มากขึ้น

ช่างภาพกับถ่ายภาพดิจิตอลคมชัดทั้งใกล้และไกลด้วยเทคโนโลยี HDR

นับตั้งแต่โลกของการถ่ายภาพเข้าสู่ยุคดิจิตอล การพัฒนาลูกเล่นต่างๆ ของกล้องดิจิตอล เพื่อให้ภาพออกมาดีที่สุด ก็ตามมาเรื่อยๆ โดยมีฟีเจอร์หนึ่งที่เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินกันบ่อยมากคือ HDR ซึ่งถือเป็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจ แต่ว่า HDR คืออะไรละ

HDR คืออะไร
กับการกดชัทเตอร์ถ่ายภาพในแต่ละครั้ง ถ้าเราต้องการถ่ายภาพที่ๆ มีแสงสว่างและความมืดอยู่ด้วยกัน โดยเฉพาะภาพทิวทัศน์กลางแจ้ง ซึ่งมีความแตกต่างของแสงในแต่ละองค์ประกอบของภาพสูง ถ้าเราจะถ่ายให้เรามองเห็นในจุดสว่างคมชัด ภาพในส่วนที่มืดก็จะมืดสนิท แต่ถ้าเราต้องการถ่ายให้ส่วนที่มืดคมชัด ภาพในส่วนสว่างก็จะสว่างจนเกินไป ทำให้ไม่เห็นรายละเอียดเลย เพื่อการนี้ เทคโนโลยี HDR (High Dynamic Range) จึงถึอกำเนิดขึ้น เพื่อชดเชยข้อจำกัดดังกล่าว หลักการทำงานง่ายๆ คือ กล้องดิจิตอลจะทำการถ่ายรูปหลายรูป ที่มีค่าความสว่างของแสงแตกต่างกัน แล้วเอาภาพทั้งสามมารวมกันเป็นภาพเดียว ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ภาพที่ผ่านกระบวนการ HDR จะแสดงรายละเอียดออกมาอย่างครบครัน

ประโยชน์ของ HDR
ลองนึกถึงเวลาอยากใช้สมาร์ทโฟนถ่ายรูปกับเพื่อน ครอบครัว ในวันฟ้าใส โดยมีฉากหลังเป็นวิว เป็นสถานที่ แต่พอถ่ายออกมากลับเห็นแต่คนที่อยู่ด้านหน้า ส่วนฉากหลังซึ่งควรเป็นท้องฟ้ากลับกลายเป็นสีเรียบๆ ทั้งภาพไปเลย หรืออยากถ่ายภาพคนโดยมีฉากหลังเป็นพระอาทิตย์ตก ซึ่งถ่ายออกมาได้พระอาทิตย์กับท้องฟ้าสวยๆ แต่หน้าของเรากลับกลายเป็นเงาดำสนิทแทน ก็คงจะดูไม่สวยเท่าไหร่

HDR ภาพนิ่ง กับ HDR วิดิโอ มีความแตกต่างกันอย่างไร
ลูกเล่น HDR นอกจากจะมีในการถ่ายรูปแล้ว คุณสมบัติของ HDR ถูกนำไปประยุกต์ใช้กับการถ่ายวีดีโอด้วย โดย HDR ในวีดีโอ คือการเพิ่มความสว่างในรายละเอียดของฉากที่กำลังถ่าย เพราะจุดมุ่งหมายของการถ่ายวีดีโอ คือการเก็บรายละเอียดในสิ่งที่เห็นให้เป็นธรรมชาติที่สุด การเพิ่มความสว่างเข้าไปเล็กน้อยที่ฉากโดยรอบ ทำให้วีดีโอที่ถ่ายสามารถเก็บรายละเอียดได้ครบ โดยที่องค์ประกอบโดยรวมไม่มืดจนเกินไป

ข้อจำกัดของ HDR
การถ่ายภาพแบบ HDR ก็คือเป็นการนำเอาภาพหลายภาพมาประมวลผลซ้อนเข้าด้วยกัน ดังนั้นข้อจำกัดก็คือ เราจะไม่สามารถถ่ายภาพที่มีการสั่นไหว เคลื่อนไหวเร็วๆ ได้ เพราะอาจเกิดเงาซ้อนในวัตถุภาพที่ถ่ายมานั่นเอง แต่ในปัจจุบันข้อจำกัดดังกล่าวก็เริ่มได้รับการแก้ไขบ้างแล้ว ด้วยการเพิ่มความเร็วในการจับภาพ และการประมวลผลให้ว่องไว เพื่อให้การถ่าย HDR ที่มีการสั่นไหวหรือเคลื่อนไหว ออกมาได้เนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้

เรียกได้ว่าฟีเจอร์ HDR นี้ ถือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่ “ต้องมี” และเราก็ขอแนะนำให้เปิดใช้งานไว้เสมอ หากต้องการภาพที่สวยงามและมีรายละเอียดครบครัน ที่เหลือก็แค่ชวนเพื่อน หยิบกล้องดิจิตอลหรือสมาร์ทโฟนเครื่องโปรด แล้วออกไปหามุมถ่ายภาพที่สวยๆ เท่านี้ ก็ได้ผลงานชิ้นเยี่ยม

 

เซลฟี่กับเทคโนโลยีในการถ่ายภาพ

เราอาจจะมองว่า “เซลฟี่” เป็นเพียงภาพถ่ายเพื่อความสนุกสนานตามแฟชั่นของการใช้สมาร์ทโฟน หรืออินเทอร์เน็ต แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆแล้ว เซลฟี่กลับเป็นเรื่องของการสะท้อนมิติทางสังคมที่มีหลากหลายปัจจัย

เมื่อพูดถึง “เซลฟี่” เราอาจจะมองว่ามันเป็นเพียงแค่ภาพถ่ายที่มีคนถ่ายเพื่อความสนุกสนานตามแฟชั่นของการใช้สมาร์ทโฟน หรืออินเทอร์เน็ต แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆแล้ว เซลฟี่กลับเป็นเรื่องของการสะท้อนมิติทางสังคมที่มีหลากหลายปัจจัย และแน่นอนว่าปัจจัยเหล่านี้ต่างมีส่วนทำให้เซลฟี่กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับทั้งความรู้สึกนึกคิด จิตใจ ของผู้ถ่ายที่ทำให้เกิดความอยากที่จะศัลยกรรมตัวเอง นำมาซึ่งการขยายตัวของอุปกรณ์ไอทีในประเภทต่างๆที่แตกแขนงแยกย่อยออกมาหลากหลาย นำมาซึ่งชื่อเสียงและงานสำหรับคนๆหนึ่ง และทำให้เรารู้ว่าแท้จริงแล้วมนุษย์เองก็เคยที่จะเซลฟี่มานานแล้วก่อนหน้าที่จะมีกล้องถ่ายรูป เพียงแต่อาจจะเรียกเป็นอย่างอื่นเท่านั้น

ภาพถ่ายประเภทเซลฟี่อาจจะเป็นที่รู้จักในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเพราะการถ่ายเซลฟี่โดยกลุ่มบุคคลผู้มีชื่อเสียง เช่น ดารานักแสดง นักการเมือง

ในอดีตเอง สมัยก่อนที่มีกล้องถ่ายรูป มีการใช้ภาพวาดที่วาดเพื่อให้เหมือนกับตัวเองซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับภาพถ่ายเซลฟี่ในปัจจุบันเลยทีเดียว แต่ก็มีความคล้ายคลึงกันในแง่ที่ว่า ผู้วาดพยายามจะประดิษฐ์ภาพของตนเองลงไปในภาพวาด (ซึ่งก็เหมือนกับปัจจุบันที่เราพยายามประดิษฐ์ภาพตัวเองด้วยการถ่ายของตัวเราเอง) เราเรียกว่า ภาพเหมือนตัวเอง (Self-portrait) นั่นเอง

ภาพเหมือนตัวเอง คือ ภาพที่ถูกวาดโดยศิลปินที่ใช้ตัวเองเป็นแบบ เมื่อวาดออกมาแล้วก็จะมีลักษณะรูปร่างเหมือนกับแบบของศิลปินเอง ภาพวาดนี้เป็นที่นิยมกันมากในสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีกระจกในสมัยนั้นทำให้กระจกมีคุณภาพและมีราคาที่ถูกลง ช่วยทำให้ศิลปินสามารถที่จะมองเห็นแบบและทำการวาดได้

เมื่อการผลิตกล้องถ่ายรูปเกิดขึ้น กล้องถ่ายรูปเองก็ได้ถูกใช้เพื่อการถ่ายภาพเหมือนตนเองมากขึ้น เราจึงเริ่มเห็นการสร้างภาพเหมือนของตนเองในช่วงเวลานี้ เพราะกล้องถ่ายรูปนั้นสามารถที่จะสร้าง (ถ่าย) ภาพเหมือนได้มากกว่าการวาดรูปและสะดวกกว่า โดยวิถีการถ่ายนั้นจะมีสามวิธี อันได้แก่ การถ่ายจากภาพสะท้อนจากกระจก โดยหันกล้องไปทางกระจก วิธีที่สองคือการตั้งกล้องบนสามขาและตั้งเวลา หรือใช้รีโมทคอนโทรลในการคุมชัตเตอร์ กับอีกวิธีหนึ่งคือตั้งกล้องแล้วเดินไปตั้งท่า ปล่อยให้ผู้ช่วยกดชัตเตอร์แทนให้ ซึ่งบางครั้งภาพถ่ายภาพเหมือนหลายภาพเองนั้นมีความเหมือนกับเซลฟี่ในปัจจุบันมาก

แต่อย่างไรก็ตามกล้องถ่ายรูปกับการถ่ายภาพนั้นยังใช้ค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงเพราะเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ในสมัยก่อน ทำให้บุคคลที่มีภาพถ่ายหรือกล้องถ่ายรูปค่อนข้างจะมีฐานะพอสมควร จึงยังไม่เป็นที่แพร่หลายในสังคมโดยรวมนัก ทั้งในประเทศไทยเอง หรือต่างประทศ

อาชีพช่างภาพ อาชีพตากล้อง อาชีพอิสระสำหรับคนรักการถ่ายภาพ

เนื่องจากในยุคปัจจุบันภาพถ่าย นับเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญต่องานในแต่ละประเภทที่มีความแตกต่างกันออกไป เช่น งานนิตยสาร งานแฟชั่น งานหนังสือ งานมงคล ท่องเที่ยว เว็บไซต์ ฯลฯหรือแม้แต่กระทั้งตอนที่เราสมัครงานยังจำเป็นต้องใช้รูปถ่ายเลยจะเห็นได้เลยว่าอาชีพช่างถ่ายภาพ มีงานรองรับให้ทำอยู่มากมาย

บางท่านบอกมาว่าการถ่ายภาพใครๆ ก็สามารถถ่ายภาพได้เพียงซื้อกล้องมาในราคาหลักพันไปจนถึงหลักหมื่นบาท สามารถถ่ายภาพให้สวยได้อันที่จริงมันก็จริงนะ แต่ทว่าท่านมีความชำนาญเกี่ยวกับอุปกรณ์ถ่ายภาพการจัดองค์ประกอบภาพ และมีความคิดสร้างสรรค์หรือไม่ ตรงนี้คือสิ่งสำคัญมากไม่ใช้ว่าใครๆ ก็จะสามารถทำได้

การเป็นช่างภาพที่ดีนั้น นอกจากต้องมีความรู้ทางเทคนิคและอุปกรณ์ที่ดีแล้ว มุมมองของช่างภาพและทักษะหน้างานนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหยอนไม่กว่ากันเลย สำหรับการพัฒนามุมมองนั้นสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการศึกษางานภาพถ่าย หรือภาพเขียนจากช่างภาพหรือศิลปินที่เราสนใจ(หรืออาจจะไม่สนใจ) ในส่วนทักษะหน้างานนั้น เราอาจศึกษาได้จากการร่วม workshop หรือ photo walk กับช่างภาพมืออาชีพซึ่งในบ้างครั้งอาจมีราคาค่าสมัครที่ค่อนข้างแพงในกรณีของชาวภาพต่างประเทศ อีกวิธีหนึ่งที่เราสามารถศึกษาวิธีการทำงานของช่างภาพดังๆได้ ก็คือ การดู contact sheet หรือ contact print (ภาพปรินท์ของฟิล์มทั้งม้วนในกระดาษแผ่นเดียว) ซึ่งนอกจากจะได้รู้ถึงมุมมองของช่างภาพ และลำดับเหตุการณ์ในการได้มาซึ่งภาพมาสเตอร์พีชแล้ว มันยังบอกเราถึงสาเหตุของการเลือกภาพนั้นๆ

จากการที่ได้มีโอกาสได้ดูหนังสือและคอนแทคชีทตามอินเตอร์เนตมาบ้าง สิ่งหนึ่งทีเห็นได้ในการทำงานของช่างภาพส่วนใหญ่คือ ภาพเจ๋งๆที่เราเห็นส่วนใหญ่ มักไม่ได้เกิดจากการถ่ายเพียงช๊อตเดียว แต่มักเป็นหนึ่งในภาพชุดที่เก็บพัฒนาการของเหตุการณ์ที่ช่างภาพสนใจ (แต่ภาพที่ไม่ได้ถูกเลือกของช่างภาพเจ๊งๆ ก็ไม่เรียกว่าภาพที่แย่นะครับ ภาพส่วนใหญ่เข้าขั้นดี แต่อาจจะไม่ดีเท่าภาพที่ถูกเลือก แต่แน่นอนบางครั้งก็มีภาพแย่ๆ ที่บ้างครั้งตัวช่างภาพเจ๋งๆเองก็รู้สึกเซ็ง ซึ่งในส่วนนี้ก็อาจจะเอามาเป็นกำลังในเวลาที่เราถ่ายภาพมาแล้วหาภาพดีๆไม่ได้เลย) และมีหลายครั้งที่ภาพที่น่าสนใจเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆของเหตการณ์ปกติธรรมดาทั่วไป การที่จะได้มาซึ่งภาพพิเศษเหล่านี้ บ้างครั้งอาจต้องอาศัยสัญชาตญาณ ประสบการณ์และดวงของช่างภาพเป็นอย่างมาก

ในการได้มาซึ่งสิ่งพิเศษ บางทีก็ต้องรอคอย แต่คงไม่ใช่การรอคอยด้วยความนิ่งเฉย เพราะบางทีการไม่หยุดนิ่งอาจทำให้เราอะไรที่พิเศษกว่าสิ่งรอคอยก็เป็นได้

←Older