ช่างภาพกับถ่ายภาพดิจิตอลคมชัดทั้งใกล้และไกลด้วยเทคโนโลยี HDR

นับตั้งแต่โลกของการถ่ายภาพเข้าสู่ยุคดิจิตอล การพัฒนาลูกเล่นต่างๆ ของกล้องดิจิตอล เพื่อให้ภาพออกมาดีที่สุด ก็ตามมาเรื่อยๆ โดยมีฟีเจอร์หนึ่งที่เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินกันบ่อยมากคือ HDR ซึ่งถือเป็นฟีเจอร์ที่น่าสนใจ แต่ว่า HDR คืออะไรละ

HDR คืออะไร
กับการกดชัทเตอร์ถ่ายภาพในแต่ละครั้ง ถ้าเราต้องการถ่ายภาพที่ๆ มีแสงสว่างและความมืดอยู่ด้วยกัน โดยเฉพาะภาพทิวทัศน์กลางแจ้ง ซึ่งมีความแตกต่างของแสงในแต่ละองค์ประกอบของภาพสูง ถ้าเราจะถ่ายให้เรามองเห็นในจุดสว่างคมชัด ภาพในส่วนที่มืดก็จะมืดสนิท แต่ถ้าเราต้องการถ่ายให้ส่วนที่มืดคมชัด ภาพในส่วนสว่างก็จะสว่างจนเกินไป ทำให้ไม่เห็นรายละเอียดเลย เพื่อการนี้ เทคโนโลยี HDR (High Dynamic Range) จึงถึอกำเนิดขึ้น เพื่อชดเชยข้อจำกัดดังกล่าว หลักการทำงานง่ายๆ คือ กล้องดิจิตอลจะทำการถ่ายรูปหลายรูป ที่มีค่าความสว่างของแสงแตกต่างกัน แล้วเอาภาพทั้งสามมารวมกันเป็นภาพเดียว ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ภาพที่ผ่านกระบวนการ HDR จะแสดงรายละเอียดออกมาอย่างครบครัน

ประโยชน์ของ HDR
ลองนึกถึงเวลาอยากใช้สมาร์ทโฟนถ่ายรูปกับเพื่อน ครอบครัว ในวันฟ้าใส โดยมีฉากหลังเป็นวิว เป็นสถานที่ แต่พอถ่ายออกมากลับเห็นแต่คนที่อยู่ด้านหน้า ส่วนฉากหลังซึ่งควรเป็นท้องฟ้ากลับกลายเป็นสีเรียบๆ ทั้งภาพไปเลย หรืออยากถ่ายภาพคนโดยมีฉากหลังเป็นพระอาทิตย์ตก ซึ่งถ่ายออกมาได้พระอาทิตย์กับท้องฟ้าสวยๆ แต่หน้าของเรากลับกลายเป็นเงาดำสนิทแทน ก็คงจะดูไม่สวยเท่าไหร่

HDR ภาพนิ่ง กับ HDR วิดิโอ มีความแตกต่างกันอย่างไร
ลูกเล่น HDR นอกจากจะมีในการถ่ายรูปแล้ว คุณสมบัติของ HDR ถูกนำไปประยุกต์ใช้กับการถ่ายวีดีโอด้วย โดย HDR ในวีดีโอ คือการเพิ่มความสว่างในรายละเอียดของฉากที่กำลังถ่าย เพราะจุดมุ่งหมายของการถ่ายวีดีโอ คือการเก็บรายละเอียดในสิ่งที่เห็นให้เป็นธรรมชาติที่สุด การเพิ่มความสว่างเข้าไปเล็กน้อยที่ฉากโดยรอบ ทำให้วีดีโอที่ถ่ายสามารถเก็บรายละเอียดได้ครบ โดยที่องค์ประกอบโดยรวมไม่มืดจนเกินไป

ข้อจำกัดของ HDR
การถ่ายภาพแบบ HDR ก็คือเป็นการนำเอาภาพหลายภาพมาประมวลผลซ้อนเข้าด้วยกัน ดังนั้นข้อจำกัดก็คือ เราจะไม่สามารถถ่ายภาพที่มีการสั่นไหว เคลื่อนไหวเร็วๆ ได้ เพราะอาจเกิดเงาซ้อนในวัตถุภาพที่ถ่ายมานั่นเอง แต่ในปัจจุบันข้อจำกัดดังกล่าวก็เริ่มได้รับการแก้ไขบ้างแล้ว ด้วยการเพิ่มความเร็วในการจับภาพ และการประมวลผลให้ว่องไว เพื่อให้การถ่าย HDR ที่มีการสั่นไหวหรือเคลื่อนไหว ออกมาได้เนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้

เรียกได้ว่าฟีเจอร์ HDR นี้ ถือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่ “ต้องมี” และเราก็ขอแนะนำให้เปิดใช้งานไว้เสมอ หากต้องการภาพที่สวยงามและมีรายละเอียดครบครัน ที่เหลือก็แค่ชวนเพื่อน หยิบกล้องดิจิตอลหรือสมาร์ทโฟนเครื่องโปรด แล้วออกไปหามุมถ่ายภาพที่สวยๆ เท่านี้ ก็ได้ผลงานชิ้นเยี่ยม

 

เซลฟี่กับเทคโนโลยีในการถ่ายภาพ

เราอาจจะมองว่า “เซลฟี่” เป็นเพียงภาพถ่ายเพื่อความสนุกสนานตามแฟชั่นของการใช้สมาร์ทโฟน หรืออินเทอร์เน็ต แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆแล้ว เซลฟี่กลับเป็นเรื่องของการสะท้อนมิติทางสังคมที่มีหลากหลายปัจจัย

เมื่อพูดถึง “เซลฟี่” เราอาจจะมองว่ามันเป็นเพียงแค่ภาพถ่ายที่มีคนถ่ายเพื่อความสนุกสนานตามแฟชั่นของการใช้สมาร์ทโฟน หรืออินเทอร์เน็ต แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆแล้ว เซลฟี่กลับเป็นเรื่องของการสะท้อนมิติทางสังคมที่มีหลากหลายปัจจัย และแน่นอนว่าปัจจัยเหล่านี้ต่างมีส่วนทำให้เซลฟี่กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับทั้งความรู้สึกนึกคิด จิตใจ ของผู้ถ่ายที่ทำให้เกิดความอยากที่จะศัลยกรรมตัวเอง นำมาซึ่งการขยายตัวของอุปกรณ์ไอทีในประเภทต่างๆที่แตกแขนงแยกย่อยออกมาหลากหลาย นำมาซึ่งชื่อเสียงและงานสำหรับคนๆหนึ่ง และทำให้เรารู้ว่าแท้จริงแล้วมนุษย์เองก็เคยที่จะเซลฟี่มานานแล้วก่อนหน้าที่จะมีกล้องถ่ายรูป เพียงแต่อาจจะเรียกเป็นอย่างอื่นเท่านั้น

ภาพถ่ายประเภทเซลฟี่อาจจะเป็นที่รู้จักในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเพราะการถ่ายเซลฟี่โดยกลุ่มบุคคลผู้มีชื่อเสียง เช่น ดารานักแสดง นักการเมือง

ในอดีตเอง สมัยก่อนที่มีกล้องถ่ายรูป มีการใช้ภาพวาดที่วาดเพื่อให้เหมือนกับตัวเองซึ่งอาจจะไม่เหมือนกับภาพถ่ายเซลฟี่ในปัจจุบันเลยทีเดียว แต่ก็มีความคล้ายคลึงกันในแง่ที่ว่า ผู้วาดพยายามจะประดิษฐ์ภาพของตนเองลงไปในภาพวาด (ซึ่งก็เหมือนกับปัจจุบันที่เราพยายามประดิษฐ์ภาพตัวเองด้วยการถ่ายของตัวเราเอง) เราเรียกว่า ภาพเหมือนตัวเอง (Self-portrait) นั่นเอง

ภาพเหมือนตัวเอง คือ ภาพที่ถูกวาดโดยศิลปินที่ใช้ตัวเองเป็นแบบ เมื่อวาดออกมาแล้วก็จะมีลักษณะรูปร่างเหมือนกับแบบของศิลปินเอง ภาพวาดนี้เป็นที่นิยมกันมากในสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีกระจกในสมัยนั้นทำให้กระจกมีคุณภาพและมีราคาที่ถูกลง ช่วยทำให้ศิลปินสามารถที่จะมองเห็นแบบและทำการวาดได้

เมื่อการผลิตกล้องถ่ายรูปเกิดขึ้น กล้องถ่ายรูปเองก็ได้ถูกใช้เพื่อการถ่ายภาพเหมือนตนเองมากขึ้น เราจึงเริ่มเห็นการสร้างภาพเหมือนของตนเองในช่วงเวลานี้ เพราะกล้องถ่ายรูปนั้นสามารถที่จะสร้าง (ถ่าย) ภาพเหมือนได้มากกว่าการวาดรูปและสะดวกกว่า โดยวิถีการถ่ายนั้นจะมีสามวิธี อันได้แก่ การถ่ายจากภาพสะท้อนจากกระจก โดยหันกล้องไปทางกระจก วิธีที่สองคือการตั้งกล้องบนสามขาและตั้งเวลา หรือใช้รีโมทคอนโทรลในการคุมชัตเตอร์ กับอีกวิธีหนึ่งคือตั้งกล้องแล้วเดินไปตั้งท่า ปล่อยให้ผู้ช่วยกดชัตเตอร์แทนให้ ซึ่งบางครั้งภาพถ่ายภาพเหมือนหลายภาพเองนั้นมีความเหมือนกับเซลฟี่ในปัจจุบันมาก

แต่อย่างไรก็ตามกล้องถ่ายรูปกับการถ่ายภาพนั้นยังใช้ค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงเพราะเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ในสมัยก่อน ทำให้บุคคลที่มีภาพถ่ายหรือกล้องถ่ายรูปค่อนข้างจะมีฐานะพอสมควร จึงยังไม่เป็นที่แพร่หลายในสังคมโดยรวมนัก ทั้งในประเทศไทยเอง หรือต่างประทศ

อาชีพช่างภาพ อาชีพตากล้อง อาชีพอิสระสำหรับคนรักการถ่ายภาพ

เนื่องจากในยุคปัจจุบันภาพถ่าย นับเป็นส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญต่องานในแต่ละประเภทที่มีความแตกต่างกันออกไป เช่น งานนิตยสาร งานแฟชั่น งานหนังสือ งานมงคล ท่องเที่ยว เว็บไซต์ ฯลฯหรือแม้แต่กระทั้งตอนที่เราสมัครงานยังจำเป็นต้องใช้รูปถ่ายเลยจะเห็นได้เลยว่าอาชีพช่างถ่ายภาพ มีงานรองรับให้ทำอยู่มากมาย

บางท่านบอกมาว่าการถ่ายภาพใครๆ ก็สามารถถ่ายภาพได้เพียงซื้อกล้องมาในราคาหลักพันไปจนถึงหลักหมื่นบาท สามารถถ่ายภาพให้สวยได้อันที่จริงมันก็จริงนะ แต่ทว่าท่านมีความชำนาญเกี่ยวกับอุปกรณ์ถ่ายภาพการจัดองค์ประกอบภาพ และมีความคิดสร้างสรรค์หรือไม่ ตรงนี้คือสิ่งสำคัญมากไม่ใช้ว่าใครๆ ก็จะสามารถทำได้

การเป็นช่างภาพที่ดีนั้น นอกจากต้องมีความรู้ทางเทคนิคและอุปกรณ์ที่ดีแล้ว มุมมองของช่างภาพและทักษะหน้างานนับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหยอนไม่กว่ากันเลย สำหรับการพัฒนามุมมองนั้นสามารถทำได้ง่ายๆ โดยการศึกษางานภาพถ่าย หรือภาพเขียนจากช่างภาพหรือศิลปินที่เราสนใจ(หรืออาจจะไม่สนใจ) ในส่วนทักษะหน้างานนั้น เราอาจศึกษาได้จากการร่วม workshop หรือ photo walk กับช่างภาพมืออาชีพซึ่งในบ้างครั้งอาจมีราคาค่าสมัครที่ค่อนข้างแพงในกรณีของชาวภาพต่างประเทศ อีกวิธีหนึ่งที่เราสามารถศึกษาวิธีการทำงานของช่างภาพดังๆได้ ก็คือ การดู contact sheet หรือ contact print (ภาพปรินท์ของฟิล์มทั้งม้วนในกระดาษแผ่นเดียว) ซึ่งนอกจากจะได้รู้ถึงมุมมองของช่างภาพ และลำดับเหตุการณ์ในการได้มาซึ่งภาพมาสเตอร์พีชแล้ว มันยังบอกเราถึงสาเหตุของการเลือกภาพนั้นๆ

จากการที่ได้มีโอกาสได้ดูหนังสือและคอนแทคชีทตามอินเตอร์เนตมาบ้าง สิ่งหนึ่งทีเห็นได้ในการทำงานของช่างภาพส่วนใหญ่คือ ภาพเจ๋งๆที่เราเห็นส่วนใหญ่ มักไม่ได้เกิดจากการถ่ายเพียงช๊อตเดียว แต่มักเป็นหนึ่งในภาพชุดที่เก็บพัฒนาการของเหตุการณ์ที่ช่างภาพสนใจ (แต่ภาพที่ไม่ได้ถูกเลือกของช่างภาพเจ๊งๆ ก็ไม่เรียกว่าภาพที่แย่นะครับ ภาพส่วนใหญ่เข้าขั้นดี แต่อาจจะไม่ดีเท่าภาพที่ถูกเลือก แต่แน่นอนบางครั้งก็มีภาพแย่ๆ ที่บ้างครั้งตัวช่างภาพเจ๋งๆเองก็รู้สึกเซ็ง ซึ่งในส่วนนี้ก็อาจจะเอามาเป็นกำลังในเวลาที่เราถ่ายภาพมาแล้วหาภาพดีๆไม่ได้เลย) และมีหลายครั้งที่ภาพที่น่าสนใจเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆของเหตการณ์ปกติธรรมดาทั่วไป การที่จะได้มาซึ่งภาพพิเศษเหล่านี้ บ้างครั้งอาจต้องอาศัยสัญชาตญาณ ประสบการณ์และดวงของช่างภาพเป็นอย่างมาก

ในการได้มาซึ่งสิ่งพิเศษ บางทีก็ต้องรอคอย แต่คงไม่ใช่การรอคอยด้วยความนิ่งเฉย เพราะบางทีการไม่หยุดนิ่งอาจทำให้เราอะไรที่พิเศษกว่าสิ่งรอคอยก็เป็นได้

การลำดับความสำคัญของช่างภาพในงานแต่งงาน

ส่วนมากตามอารมณ์ของเจ้าสาวจะประมาณว่า อย่างโน้นก็อยากได้ แบบนี้ก้อยากได้ จนลืมเรียงลำดับความสำคัญภายในงานน้อยลงไป การจ้างช่างภาพเช่นกัน ในเมื่อเรามีงบประมาณสำหรับช่างภาพเรียบร้อยแล้ว จึงควรจะทราบขั้นตอนคร่าวๆก่อนว่า ผลงานที่ได้รับจะมีอะไรบ้าง เช่น ไฮไลท์ตัดต่อพร้อมเพลงประกอบ 4-5 นาที พร้อมทั้งวิดีโอวันงานรวมตัดต่อ1ชั่วโมง แต่ทั้งนี้ช่างภาพนิ่งและช่างภาพวิดีโอควรเป็นทีมเดียวกัน เพื่อป้องกันปัญหาเรื่อง Line มุมกล้องในการทำงาน แต่ถ้าเป็นงานใหญ่ก็สามารถจ้างช่างภาพได้หลายทีม แต่เจ้าของต้องสกรีนช่างภาพและวิดีโอที่ทำงานร่วมกันได้ดี เพราะหากเป็นทีมที่ไม่สามารถทำงานหรือร่วมงานกันได้ดีนัก อาจจะทำให้การถ่ายรูป หรืออัด VDO ภายในงานนั้นลำบาก เช่น พิธีการสวมแหวน ตากล้องภาพนิ่ง สั่งค้างไว้ “แชะ” ตากล้อง 2 สั่งบ้าง “แชะ” เสียงที่เข้าไปอยู่ภายในกล้องอัด VDO ย่อมมีผลต่อเจ้าภาพแน่นอน

และอีกเรื่องหนึ่งคือการทิ้งระยะ ก็เป็นปัญหาของช่างภาพหลายทีม สมมุมว่ามีทีมหนึ่งใช้เลนส์มุมกว้าง แต่ไม่ทิ้งระยะให้คนอื่น ช่างภาพทีมนี้ก็จะบังคนอื่นๆเช่นกัน เพราะว่าเขามักจะเข้าไปจ่อหน้าเจ้าสาวแบบเผาขน จึงทำให้ช่างภาพทีมอื่นก็ต้องจ่อกล้องด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อช่างวิดีโอโดนบังก็ต้องตามเข้าไปจ่อด้วยเช่นกัน เพื่อให้ได้ภาพวันงาน แต่ถ้าช่างภาพให้ความสำคัญกับการทิ้งระยะ และ Line ของกล้องในการทำงานก้จะช่วยลดปัญหาเรื่องมุมกล้อง และโดนบังกล้องด้วยเช่นกัน

อีกแบบหนึ่งก็คือ ปัจจุบันนี้กล้องภาพนิ่งได้พัฒนาจนสามารถถ่ายวิดีโอได้แล้ว แต่ถ่ายเพียงช๊อตสั้นๆแบบพิธีการสำคัญเท่านั้น แล้วนำมาตัดต่อให้เหลือ 4-5 นาที ภาพที่ออกมาจะสวยคล้ายภาพยนตร์ หนังสั้น เพราะมีการ OutFucus ได้สวยสวยและง่ายกว่ากล้อง วิดีโอมืออาชีพที่กำลังถ่ายงานพิธีอยู่ด้วยมุมมองที่สวย ซึ่งในการบันทึกภาพในลักษณะนี้ช่างภาพจะพยายามทำตามเองให้เหมือนดอลลี่หรือ เครน และงานถ่ายแบบ Cinema  นี้ช่างภาพอาจจะวิ่งอยู่บนเวที จากซ้ายไปขวา แต่ถ้าเป็นทีมเดียวกันก็อาจจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะงาน Cinema จะมีกล้องหลักแบบบันทึกยาวอยู่แล้ว แต่ถ้าหากมีทีมอื่นด้วย ก็จะเกิดปัญหาในเรื่องการตัด Line ภาพของเขาเช่นกัน

ลำดับความสำคัญของการจ้างช่างภาพ ควรลำดับเช่นนี้
1. ช่างภาพนิ่ง ซึ่งเป็นช่างภาพหลักของงาน
2. ช่างภาพวีดีโอ อันนี้ตามหลักการแล้วน่าจะสำคัญกว่าช่างภาพนิ่งแคนดิตด้วยซ้ำนะครับ
3. ช่างภาพนิ่งแคนดิต
4. ช่างภาพวีดีโอแคนดิต หรือ กล้อง2ถ่ายแบบMultiCam 2 กล้องมาตัดต่อกัน หรือ ช่างวีดีโอCinema
5. ช่างภาพนิ่งแคนดิต คนที่ 3 กรณีที่แชกเยอะมาก จะได้แบ่งงานกันกระจายไปช่วยบันทึกภาพให้ได้ครบๆ

กรณีของการจ้างเพิ่มอีกทีมนึง ควรเป็นในลักษณะนี้
1. ช่างภาพนิ่ง
2. ช่างวีดีโอแบบOB Switch 2-4 กล้อง
3. ช่างภาพนิ่งแคนดิต หรือ ช่างวีดีโอแคนดิต พิจารณาตามความเหมาะสมของงาน

การสกรีนช่างภาพ  แนะนำว่าให้เลือกช่างภาพที่เข้าใจเรื่อง Line กล้องของวีดีโอด้วย และแนะนำให้หลีกเลี่ยงช่างภาพที่ใช้แต่ไฟสปอตไลท์และมีผู้ช่วยถือไฟสปอตไลท์คอยส่องเพราะช่างภาพในลักษณะนี้มักสร้างปัญหาให้ผู้อื่นค่อนข้างมาก ทั้งตัวช่างภาพและตัวผู้ช่วยเลยก็ว่าได้ การส่องไฟแบบเปิดๆปิดๆ ทำให้งานวีดีโอบันทึกภาพเหมือนเจ้าบ่าวเจ้าสาวเป็นกระสือ และอีกประการนึง คือ การใช้ไฟแฟลชในการบันทึกภาพจะช่วยให้คุณภาพแสงที่ได้มีความเคลียร์มากกว่าสปอตไลท์

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเป็นช่างภาพข้างถนนและเทคนิคในการถ่ายภาพ

การถ่ายภาพข้างถนนนั้นอาจจะเรียกว่าเป็นการถ่ายภาพแนวไลฟ์แนวแคนดิทก็ว่าได้ ดังนั้นสถานที่จะถ่ายภาพ ให้สนุกมีความหลากหลาย มีชีวิตชีวากว่าก็น่าจะเป็น ตามเมืองใหญ่ ๆ ที่มีแต่ความวุ่นวาย ผู้คนต่างคนต่างทำกิจกรรมของตนเอง โดยไม่ได้ใส่ใจกับบุคคลรอบด้านนัก ถ้าเป็นในกรุงเทพฯ คงเป็นแถว ๆ  เยาวราช, รามคำแหง, บางกะปิ อะไรแบบนั้น ต่างประเทศใกล้ ๆ บ้านเรา ที่เคยไปเดินเก็บภาพมาแล้วก็มี ฮ่องกง, โตเกียว, เชียงไฮ้, เซินเจิ้น ฯลฯ เมืองเหล่านี้จะถ่ายภาพได้สนุกมาก ต่างคนต่างไม่สนใจใคร ตัวช่างภาพสามารถเดินเข้าไปใกล้ชิดกับแบบ จะได้ภาพ แบบที่เป็นธรรมชาติ บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดี นอกจากผู้คนที่หลากหลายแล้ว ยังมีวัฒนธรรมแตกต่างกันอย่างมีนัยยะให้เราถ่ายรูปสนุกด้วย

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับงานนี้ก็คือ ตัวช่างภาพเองจริงไหมมีอุปกรณ์ทุกอย่างพร้อม แต่ไม่มีคนถ่าย ภาพถ่ายนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร สำหรับผู้ที่รักในการถ่ายแนวสตรีทพวกนี้ นอกจากจะเป็นคนที่มีหัว ทางอาร์ตหน่อย ประเภทที่ว่ามองเห็นกองขยะก็สวยงามได้ ต้องสามารถมองจากสิ่งธรรมดาสามัญ สิ่งที่พบเห็นจน เจนตา บรรจุลงในภาพถ่ายให้มีความสวยงาม ให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ และควรต้องเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี มองเห็นมนุษย์เป็นเพื่อน ไม่ใช่สัตว์กินเนื้อที่คอยจ้องจะรับประทานเราได้ทุกเวลา ตัวช่างภาพเองไม่จำเป็นต้องยึดติดกับกรอบหรือกฏเกณฑ์ของการถ่ายภาพมากนัก มิฉะนั้นแล้วพวกเราก็จะอยู่
แต่ในกรอบเดิม ๆ ภาพออกมาเป็นรูปแบบเดิม ๆ ตราบใดที่ยังมีกรอบล้อมรอบตัวเรา ความคิดสร้างสรรค์หรือความครีเอทีฟคงไม่บังเกิดออกมาจากสมองซีกขวาของเราแน่ที่สำคัญเวลาถ่ายภาพคือ ต้องมองภาพที่จะถ่ายได้ออกมาให้ออก ต้องใช้จินตนาการให้เป็น ไม่ใช่มีหน้าที่แค่มองภาพแล้วเอานิ้วไปกดชัตเตอร์เท่านั้น แต่ให้จิตนาการถึง output ของภาพที่จะออกมาในตอนพริ้นท์เป็นรูปแล้วด้วย ทั้งเรื่ององค์ประกอบภาพ เรื่องแสงเงา ความมีชีวิตชีวา การบอกเล่าเรื่องราว อารมณ์ของภาพที่ได้

←Older